TL;DR — “อิตาดากิมาสุ” ไม่ใช่คำอธิษฐานทางศาสนา แต่เป็นธรรมเนียมเฉพาะของญี่ปุ่นที่แสดงความขอบคุณต่อชีวิตของอาหารและผู้ที่ปรุงให้ “โกจิโซซามะเดชิตะ” ใช้พูดหลังอาหาร มีความหมายเดียวกัน ทั้งสองคำไม่ได้บังคับ แต่ถ้าชาวต่างชาติพูด คนญี่ปุ่นที่อยู่ด้วยส่วนใหญ่จะรู้สึกดีใจ
ทักทายก่อนและหลังมื้ออาหาร — สิ่งที่ซึมซับมาโดยไม่รู้ตัว
ในญี่ปุ่น มีธรรมเนียมพูด “อิตาดากิมาสุ” ก่อนกินอาหาร และ “โกจิโซซามะเดชิตะ” หลังกินเสร็จ
ตัวเองก็จำไม่ได้แล้วว่าพ่อแม่สอนมาตอนไหน แต่มันกลายเป็นสิ่งที่ออกมาโดยอัตโนมัติ
“อิตาดากิมาสุ” ในความรู้สึกของฉันคือการขอบคุณคนที่ทำอาหาร และขอบคุณวัตถุดิบที่เป็นอาหาร
“โกจิโซซามะเดชิตะ” ก็เช่นกัน — ขอบคุณคนที่ทำอาหาร ขอบคุณวัตถุดิบ
รู้สึกแบบนั้นมาตลอด แต่พอลองนึกดูว่าที่มาที่แท้จริงคืออะไร ก็รู้สึกอยากค้นหาและเขียนเล่าให้ฟัง
ความหมายของ “อิตาดากิมาสุ”
“อิตาดากุ (頂く)” เดิมทีเป็นคำถ่อมตัวที่ใช้เมื่อรับสิ่งของจากผู้ที่มีสถานะสูงกว่า
ในบริบทของมื้ออาหาร มีความหมายว่า “ขอรับชีวิตของอาหาร” ไม่ว่าจะเป็นผัก ปลา หรือเนื้อสัตว์ ทุกอย่างล้วนเคยมีชีวิต และคำนี้คือการแสดงความกตัญญูต่อสิ่งนั้น
ขยายความออกไปอีก ยังครอบคลุมถึงการขอบคุณทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง — คนปลูก คนเก็บเกี่ยว คนขนส่ง และคนที่ปรุงอาหารให้ มันคือ “ขอบคุณ” ที่ส่งไปหาทุกคนเหล่านั้น
ไม่มีความหมายทางศาสนาโดยเฉพาะ ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับพุทธหรือชินโต และไม่ใช่การอธิษฐานต่อเทพเจ้าองค์ใด ถ้าพูดว่ามีส่วนที่ “สอดคล้อง” กับศาสนาต่างๆ ในแง่ของ “จิตใจแห่งความกตัญญู” ก็อาจพูดได้ แต่ในญี่ปุ่น ทุกคนใช้คำนี้โดยไม่มีเรื่องศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้อง
การประนมมือก็เพราะการประนมมือเป็นท่าทางแสดงความขอบคุณ ใกล้เคียงกับท่า “ขอบคุณ” มากกว่าการอธิษฐาน
ความหมายของ “โกจิโซซามะเดชิตะ”
“โกจิโซซามะเดชิตะ” ใช้พูดหลังมื้ออาหาร มีความหมายว่า “ได้รับการต้อนรับด้วยอาหารอันโอชะ”
ที่มาของคำ “โกจิโซ (ご馳走)” นั้นน่าสนใจมาก
“จิโซ (馳走)” แปลว่า “ม้าวิ่ง” — ในสมัยโบราณ คนจะขี่ม้าวิ่งหาวัตถุดิบเพื่อเตรียมอาหารต้อนรับแขก จึงกลายมาหมายถึง “การต้อนรับ”
ดังนั้น “โกจิโซซามะเดชิตะ” คือการขอบคุณคนที่วิ่งวุ่นเพื่อเตรียมอาหารให้ ถ้ากินที่บ้านก็ขอบคุณคนที่ทำ ถ้ากินร้านก็ขอบคุณร้านที่ปรุงให้
คนญี่ปุ่นหลายคนพูด “โกจิโซซามะเดชิตะ” ขณะลุกจากโต๊ะที่ร้านอาหาร แม้พนักงานจะไม่ได้ยินก็ตาม มันกลายเป็นคำที่ออกมาเองโดยธรรมชาติ
เขียนไปแล้วนึกขึ้นมาว่า ตอนที่ใครเลี้ยงข้าว เราก็พูดคำนี้กับคนที่เลี้ยงด้วยเช่นกัน
ชาวต่างชาติต้องพูดด้วยไหม?
ไม่จำเป็นเลย
ไม่พูดก็ไม่ถือว่าเสียมารยาท และไม่มีใครว่าอะไร แต่ถ้ากำลังกินอาหารกับคนญี่ปุ่น แล้วพูด “อิตาดากิมาสุ” ขึ้นมา ส่วนใหญ่จะรู้สึกดีใจ ในแบบที่ว่า “อ้อ รู้จักคำนี้ด้วย”
แม้พูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ แค่พูด “อิตาดากิมาสุ” ได้คำเดียวก็เพียงพอแล้ว ออกเสียงไม่ถูกบ้างก็ไม่เป็นไรเลย ความรู้สึกสื่อถึงกันได้
คำถามที่พบบ่อย
Q: “อิตาดากิมาสุ” เป็นคำทางศาสนาไหม? A: ไม่ ไม่มีความเกี่ยวข้องกับศาสนาใดโดยเฉพาะ เป็นคำทักทายในชีวิตประจำวันที่หยั่งรากในวัฒนธรรมญี่ปุ่น แสดงความขอบคุณต่อชีวิตของอาหารและผู้ที่ปรุงให้ ทั้งชาวพุทธ ผู้ที่ไม่นับถือศาสนา ต่างก็ใช้คำนี้เหมือนกัน
Q: ชาวต่างชาติต้องพูด “อิตาดากิมาสุ” ไหม? A: ไม่บังคับ ไม่พูดก็ไม่มีใครโกรธ แต่ถ้าพูดในขณะที่กินอาหารกับคนญี่ปุ่น ส่วนใหญ่จะรู้สึกดีใจ
Q: “โกจิโซซามะเดชิตะ” แปลว่าอะไร? A: “โกจิโซ” มาจากความหมายดั้งเดิมว่า “ม้าวิ่งหาวัตถุดิบ” เป็นคำขอบคุณผู้ที่เตรียมอาหารให้ ใช้พูดหลังมื้ออาหาร
Q: ไม่พูด “อิตาดากิมาสุ” ถือว่าเสียมารยาทไหม? A: สำหรับชาวต่างชาติ ไม่ถือว่าเสียมารยาท แต่เนื่องจากคนญี่ปุ่นพูดคำนี้โดยธรรมชาติก่อนกินอาหาร การพูดขึ้นมาในมื้อร่วมกันจะช่วยให้กลมกลืนกับบรรยากาศได้มากขึ้น
บทความนี้แปลโดย Claude AI หากมีข้อผิดพลาดในการแปลจนทำให้เกิดการแสดงออกที่ไม่สุภาพหรือไม่เหมาะสม ต้องขออภัยเป็นอย่างยิ่งมา ณ ที่นี้
TL;DR — 「いただきます」は宗教的な祈りではなく、食べ物の命と料理してくれた人への感謝を表す日本独自の習慣。「ごちそうさまでした」は食後に使う、同じく感謝の言葉。どちらも強制ではないけど、外国人が使うと一緒にいる日本人はたいてい喜ぶ。
食前食後の挨拶は自然に身についていた
日本では、食前に「いただきます」、食後に「ごちそうさまでした」と言う慣習があります。
全然覚えてないけど自分も親に教わったんだと思う。
「いただきます」は食事を作ってくれた人への感謝、食材への感謝。
「ごちそうさまでした」も食事を作ってくれた人への感謝、食材への感謝。
そんな感覚でいたけど、正確にはどういう由来かを調べて発信した方がよいかと思って記事にしました。
「いただきます」の意味
「いただく(頂く)」は、もともと目上の人から何かをもらうときの謙遜した言い方です。
食事の場面では、「食べ物の命をいただく」という意味があります。野菜でも魚でも肉でも、もともと生きていたものが食卓に並んでいてその感謝を込めた言葉です。
さらに広げると、その食材を育てた人、収穫した人、運んだ人、料理してくれた人、全員に向けた「ありがとう」でもあります。
宗教的な意味は特になく仏教とも神道とも直接の関係はありません。特定の神様に向けた祈りでもないです。強いて言えば「感謝の精神」という点でいろんな宗教と共鳴するところはあるかもしれないけど、日本では宗教に関係なく、誰でも普通に使います。
手を合わせるのも、合掌が感謝を表すジェスチャーだからです。祈りというより「ありがとう」の動作に近いです。
「ごちそうさまでした」の意味
「ごちそうさまでした」は食後に使う言葉で、「ご馳走になりました」という意味です。
「ご馳走(ごちそう)」という言葉の語源が面白いです。
「馳走(ちそう)」は「馬を走らせる」という意味で、昔はごちそうを準備するために食材を求めて馬を駆け回ったことから、「もてなし」を表す言葉になったとされています。
だから「ごちそうさまでした」は、食事を用意するために奔走してくれた人への感謝の言葉です。家で食べたなら料理してくれた人、外食なら料理してくれたお店の人に向けた「ありがとう」です。
レストランで食べ終わったときにも「ごちそうさまでした」と言いながら席を立つ日本人は多いです。店員に聞こえなくてもいい、自然と口から出る言葉として定着しています。
書いていて思い出したけど、人にご飯を奢ってもらった時、奢ってくれた人に対しても言います。
外国人も言わないといけないの?
まったくそんなことはありません。
言わなくても失礼には当たらないし、誰かに注意されることもない。ただ、一緒に食事をしている日本人がいる場面で「いただきます」と言うと、たいていの人は嬉しくなると思います。「あ、知ってるんだ」という感じで。
日本語が話せなくても、「いただきます」だけ言えればそれで十分です。発音が多少怪しくても全然気にしないでください。気持ちだけで伝わります。
よくある質問
Q: 「いただきます」は宗教的な言葉ですか? A: いいえ、特定の宗教とは無関係です。食べ物の命や料理してくれた人への感謝を表す、日本文化に根付いた日常の挨拶です。仏教徒でも無宗教の人でも同じように使います。
Q: 外国人でも「いただきます」と言わないといけませんか? A: 強制ではありません。言わなくても誰も怒りません。ただ、言うと一緒に食事をしている日本人はたいてい喜びます。
Q: 「ごちそうさまでした」の意味は何ですか? A: 「ご馳走」はもともと「馬を走らせて食材を集めた」という意味で、食事を準備してくれた人への感謝の言葉です。食後に使います。
Q: 「いただきます」を言わないのは失礼ですか? A: 外国人が言わなくても失礼には当たりません。ただ、日本では食前に自然と口から出る言葉なので、一緒に食事をする場面では言うとより自然に馴染めます。